บ้านโป่งคำเคยมีอดีตที่อุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านอยู่กันอย่างสงบสันติและพอเพียง ถึงจะมีความลำบากบ้างแต่ก็เข้าทำนองทุกข์กาย ไม่ทุกข์ใจ จนถึงยุคสมัยแห่งการแย่งมวลชนระหว่างรัฐบาลกับพรรคคอมมิวนิสต์ ถนนหนทางเข้าสู่หมู่บ้านตามนโยบายการพัฒนาของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ มีการส่งเสริมชาวบ้านปลูกพืชเศรษฐกิจนานาชนิดเพื่อการส่งออก ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติถูกทำลายลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ผืนป่าหลายพันไร่ถูกถากถางจนเตียนโล่ง เพื่อแปรสภาพเป็นไร่ข้าวโพดสุดลูกหูลูกตา และถนนตัดเข้าถึงหมู่บ้านก็พาพ่อค้าพร้อมสัมปทานไม้ ที่ขนความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าออกไปตลอด 2 ปี จนความแห้งแล้งเข้ามาแทนที่ซึ่งเป็นปัญหาของชุมชนเรื่อยมา
พระอาจารย์สมคิด เจ้าอาวาสวัดโป่งคำ ผู้นำทางศาสนาได้นำแนวความคิดในการพลิกฟื้นผืนป่าให้กับชุมชนกลับคืนมา ท่านทำร่วมกับชาวบ้าน เป็นการรื้อฟื้นภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้วยการสอบถามคนเฒ่าคนแก่เกี่ยวกับเรื่องสมุนไพร ทอผ้า ย้อมผ้า และดนตรีพื้นบ้าน คำตอบทุกอย่างชี้ว่า…ข้าวของทั้งหลายได้มาจากป่า ถ้าจะหาอะไรมาทดแทนพืชเชิงเดี่ยว ก็ต้องทำให้ชาวบ้านเข้าถึงปรัชญาของการพึ่งพาตนเองเป็นสำคัญ และนี่คือความจำเป็นต้องพลิกฟื้นผืนป่า โดยใช้แนวความคิดในการดำเนินโครงการสวมหมวกให้ภูเขา สวมรองเท้าให้ตีนดอยเกิดขึ้น